วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2557

วันจัดงานประกวดพระเครื่อง พ.ศ 2557 และ สถานที่จัดงานประกวดพระเครื่อง

วันจัดงานประกวดพระเครื่อง พ.ศ 2557  และ สถานที่จัดงานประกวดพระเครื่อง


วัน จัดงานประกวด  12 มกราคม 2557    งานประกวดพระเครื่อง ณ โรงเรียนอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี    คณะผู้ดำเนินงาน  ชมรมพระเครื่องเมืองอู่ทอง

วัน จัดงานประกวด  19 มกราคม พ.ศ. 2557    งานประกวดพระ โรงแรมสุนีย์แกรนด์แอนด์คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์  คณะผู้ดำเนินงาน  มูลนิธิหลวงปู่มั่น , นักอนุรักษ์พระเครื่องจังหวัดอุบลราชธานี

วัน จัดงานประกวด  วันที่ 26 มกราคม  2557     งานประกวดพระเครื่อง หอประชุมโรงเรียนสิงห์สมุทร อ.สัตหีบ จ.ชลบุร์  คณะผู้ดำเนินงาน   มูลนิธิ พลเรือเอก สงัด ชลออยู่

วันจัดงานประกวด วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2557  งานประกวดพระเครื่องจังหวัดบึงกาฬ ปี 2557 ณ โรงแรมเดอะวัน  คณะผู้ดำเนินงาน   หอการค้าจังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับ ชมรมพระเครื่องบึงกาฬ

วัน จัดงานประกวด   วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2557   ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ โซนบี ถนนแจ้งวัฒนะ     คณะผู้ดำเนินงาน ประธานบริหารภาคใต้รวมกัน 3 เขต

วัน จัดงานประกวด  วันที่ 2 มีนาคม 2557    งานประกวดพระ ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 1 ห้างสุขอนันต์ปาร์ค สระบุรี    คณะผู้ดำเนินงาน   ชมรมอนุรักษ์พระเครื่องเมืองสระบุรี ร่วมกับห้างสุขอนันต์ปาร์ค

วันจัดงานประกวด  วันที่ 9 มีนาคม 2557    ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ โซนบี ถนนแจ้งวัฒนะ
คณะผู้ดำเนินงาน  นักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 29 (พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว)

วันจัดงานประกวด  วันที่ 23 มี.ค.57    ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ โซนบี ถนนแจ้งวัฒนะ
คณะผู้ดำเนินงาน   นักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 41 (พ.ต.อ.อัครเดช พิมลศรี)

วันจัดงานประกวด  วันที่ 30 มี.ค.2557  งานประกวดพระเครื่องท้องถิ่น  คณะผู้ดำเนินงาน
ชมรมพระเครื่องบางบ่อ จ.สมุทรปราการ

วัน จัดงานประกวด  วันที่4 พฤษภาคม 2557  โรงแรมสยามธานี จ.สุราษฎร์ธานี    คณะผู้ดำเนินงาน  ชมรมพระเครื่องพระบูชาจังหวัดสุราษฎร์ธานี

วันจัดงานประกวด   วันที่ 18 พ.ค.2557    กองพันทหารปืนใหญ่ จ.ลพบุรี    คณะผู้ดำเนินงาน  พ.อ.นิคม อุดมเลิศวนศิลป์

วัน จัดงานประกวด  วันที่15 มิถุนายน 2557    ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ โซนB ถนนแจ้งวัฒนะ คณะผู้ดำเนินงาน   ชมรมนักข่าวและช่างภาพพระเครื่อง สนับสนุนโดยสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย

หมายเหตุ : หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูล งานประกวดพระเครื่อง ปี2557 เพิ่มเติมได้ที่ สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย โทร.02-952-7898 ปฏิทินงานประกวดพระเครื่อง ที่แจ้งนี้ ทางสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย ได้กำหนดไว้ล่วงหน้า(บางงานอาจจะเป็นงานในท้องถิ่นจัดขึ้น) อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ บางงานที่แจ้งไว้อาจมีการเปลี่ยนแปลงโปรดสอบถามทางผู้จัดในแต่ละงานอีกครั้ง

ขอบคุณข้อมูลจาก เว็บ.พระเครื่อง ค่ะ
อ่านต่อเพิ่มเติมได้ที่ 
http://เว็บพระ.net/index.php

ชมรมพระเครื่อง แทน ท่าพระจันทร์


ชมรมพระเครื่อง  แทน ท่าพระจันทร์

สวัสดี ครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน วัดท้ายตลาด วัดนี้มีชื่อเสียงโด่งดังมากมาแต่ในอดีต และที่วัดแห่งนี้มีพระเครื่องที่เป็นพระยอดนิยมอยู่หลายยุคหลายสมัย เช่น พระกรุเนื้อผงใบลาน พระปรกใบมะขามของท่านเจ้าคุณสนิทสมณคุณ นอกจากนี้ยังมีสร้อยตะกรุดประคำคาบของท่านเจ้าคุณสนิทที่สุดแสนจะหายากใน ปัจจุบันครับ ในส่วนของพระกรุเนื้อผงมีการสันนิษฐานกันไว้หลากหลาย บ้างว่าเป็นพระที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) สร้างไว้ก็มี ซึ่งในวันนี้เราจะมาพูดคุยกันและนำพระที่หายากของกรุนี้มาให้ชมกันครับ

วัดโมลีโลกยาราม เป็นวัดโบราณมีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา มีนามเดิมว่า วัดท้ายตลาด ตั้งอยู่ที่หลังพระราชวังเดิม ปากคลองบางกอกใหญ่ ฝั่งทิศเหนือ กทม. ในแผ่นดินพระเจ้ากรุงธนบุรี วัดนี้อยู่ในเขตพระราชฐาน จึงไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้พระมหาศรี วัดราชสิทธิ เป็นพระเทพโมลี แล้วให้มาครองวัดนี้ ครั้นต่อมาได้เลื่อนเป็นพระพุทธโฆษาจารย์ ในแผ่นดินพระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงเปลี่ยนพระอารามใหม่เป็น "วัดพุทไธศวรรยาวาส" พอถึงแผ่นดินสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงโปรดให้ปฏิสังขรณ์พระอารามโดยตลอด พร้อมกับพระอาราม อื่นๆ อีก และพระราชทานชื่อวัดเสียใหม่ เป็น "วัดโมลีโลกยาราม" มาจนทุกวันนี้ แต่ชาวบ้านโดยทั่วไปยังเรียกติดปากกันว่า "วัดท้ายตลาด"

วัดท้ายตลาด นี้เป็นสถานที่ศึกษาของพระราชโอรสในรัชกาลที่ 2 อนึ่งสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) สมัยเป็นพระพุทธโฆษาจารย์เป็นพระกรรมวาจาจารย์ของรัชกาลที่ 3 และถวายพระอักษรแด่รัชกาลที่ 4 เมื่อท่านมรณภาพรัชกาลที่ 3 โปรดให้หล่อรูปประดิษฐานไว้ในหอที่ทรงสร้างไว้ในวัด เรียกกันว่า "หอสมเด็จ" โดยหล่อพร้อมกับพระรูปสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร (สุกไก่เถื่อน)


พระกรุเนื้อผงใบลานที่พบในกรุวัดท้ายตลาดนี้ตามประวัติแล้วเป็นพระที่สร้างโดย พระวิเชียรมุนี อดีตเจ้าอาวาสองค์ก่อนท่านเจ้าคุณสนิท พร้อมทั้งหลวงพ่อแย้มและหลวงพ่อกลิ่น พระอาจารย์สายกรรมฐาน ผู้ทรงกิตติคุณของพระอารามแห่งนี้ ได้สร้างบรรจุไว้ในสมัยแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประมาณปีพ.ศ.2431

การเปิดกรุนั้นได้มีคนร้ายลักลอบเจาะ พระเจดีย์ราย 2 องค์ทางด้านทิศใต้อยู่หลายครั้ง และทางวัดก็อุดซ่อมอยู่เสมอ ครั้นในปีพ.ศ.2485 คราวกรณีพิพาทอินโดจีน ทางราชการกระทรวงกลาโหม ได้มีหนังสือขอพระเครื่องฯ มายังสำนักนี้ เพื่อมอบให้กับทหารและตำรวจสนาม เช่นเดียวกับที่ขอไปยังสำนักอื่นๆ พระประสิทธิศีลคุณ เจ้าอาวาสในสมัยนั้น จึงได้ดำริให้ขุดพระเจดีย์รายในวัด และได้พระเครื่องออกมาเป็น อันมาก กับทั้งได้พบพระเครื่องอีกส่วนหนึ่งซึ่งบรรจุบี๊บบัดกรี บนเพดานพระอุโบสถและเพดานหอสมเด็จฯ รวบรวมทั้งสิ้นประมาณ 4,000 องค์ มอบให้ทางราชการไป เป็นพระพิมพ์ต่างๆ หลายชนิด

นอกจากนี้ที่กรุวัด ท้ายตลาดยังพบตะกรุดเนื้อชินผุๆ อีกจำนวนหนึ่ง ในระยะต่อมาได้พบพระเครื่องแบบพระวัดท้ายตลาดอีกที่วัดนางชี และวัดหงส์อีกด้วย แสดงว่าพระเครื่องวัดท้ายตลาดมีการบรรจุไว้ตามกรุต่างๆ หลายที่ด้วยกัน

พระวัดท้ายตลาดที่พบครั้งนี้เป็นพระเนื้อผงผสมผงใบลาน ลักษณะคล้ายกับพระสมเด็จปิลันทน์ มีคราบนวลกรุจับที่ผิวของพระและมีไขขาวจับอยู่ทั่วไป ที่ด้านหลังส่วนมากจะมีรอยตราประทับเป็นอักขระกดลึกลงไปในเนื้อพระ มีพิมพ์พระต่างๆ มาก มายหลายแบบ รวมทั้งพระปิดตา ซึ่งพระปิดตาของวัดท้ายตลาดก็มีอยู่หลายพิมพ์เช่นกัน และในวันนี้ผมก็ได้นำรูปพระปิดตาของวัดท้ายตลาด พิมพ์ต่างๆ มาให้ชมกันครับ ในด้านพุทธคุณดีทางด้านเมตตามหานิยมเป็นเลิศ อีกทั้งทางด้านโชคลาภโภคทรัพย์ และทางด้านแคล้วคลาดครับ

ด้วยความจริงใจ

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ ข่าวสด ค่ะ
อ่านต่อเพิ่มเติมได้ที่
http://เว็บพระ.net/index.php

คอลัมม์ข่าวนี้ทางเว็บเราไม่มี วัตถุมงคล หรือ พระเครื่องให้เช่าบูชา ค่ะ
 

วันอังคารที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2557

ชมรมพระเครื่อง แทน ท่าพระจันทร์

ชมรมพระเครื่อง  แทน ท่าพระจันทร์
สวัสดี ครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี เป็นวัดสำคัญของจังหวัดนี้และก็เป็นกรุพระเครื่องที่ยิ่งใหญ่ เนื่องมีการพบพระเครื่องในกรุมากมาย และก็พระเครื่องที่มีความนิยมมากที่สุดของกรุนี้ก็คือพระผงสุพรรณ ซึ่งจัดอยู่ในชุดพระเบญจภาคี นอกจากนี้ก็ยังพบพระเครื่องสำคัญๆ อีกมากมายหลากหลายพิมพ์ เช่นพระกำแพงศอก พระมเหศวรเป็นต้น วันนี้เราจะมาคุยกันถึงพระกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรีกันครับ

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ตั้งอยู่ที่ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นวัดสำคัญคู่บ้านคู่เมืองสุพรรณมาแต่โบราณ ต่อมากลายเป็น วัดร้างเนื่องจากภัยสงครามระหว่างไทยกับพม่าเมื่อคราวกรุงศรีอยุธยาเสียกรุง ในปีพ.ศ.2310

ในปีพ.ศ.2379 สุนทรภู่กวีเอกของไทย เดินทางมาจังหวัดสุพรรณบุรี นิพนธ์ "นิราศเมืองสุพรรณ" ไว้ตอนหนึ่งว่า

ตะวันเย็นเห็นหาดหน้า ท่ามี

เมืองสุพรรณบุรี รกร้าง

ศาลตั้งฝั่งนที ที่หาด ลาดแฮ

โรงเล่าเขาต้มค้าง ขอบคุ้งหุงสุรา

วัดตะไกรใกล้บ้าน ศรีประจัน

ถามเหล่าชาวสุพรรณ เพื่อนซี้

ทองประศรีที่สำคัญ ข้างวัด แคแฮ

เดิมสนุกทุกวันนี้ รกเรื้อเสือคะนอง

ครับ ในนิราศเมืองสุพรรณนั้น ทำให้พอมองเห็นภาพในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี สุนทรภู่ท่านได้เห็นโบราณสถานรกร้าง แสดงให้ได้เห็นความเจริญรุ่งเรืองมาแต่อดีตและกลับกลายมาเป็นวัดร้างเนื่อง จากภัยสงคราม

จนถึงประมาณปีพ.ศ.2456 มีชาวจีน คนหนึ่งได้มาอยู่ปลูกผักขายใกล้ๆ วัดพระศรีมหาธาตุ และเขาได้ปีนขึ้นไปบนองค์พระปรางค์ งัดพระประธานซึ่งตั้งอยู่กึ่งกลางขององค์พระปรางค์เขยื้อนออก แล้วลงไปใน กรุลักเอาแก้วแหวนเงินทองหนีไป ต่อมามีข่าวว่ากรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุแตก ก็มีคนแอบเข้ามาลงไปในกรุและนำพระและข้าวของออกมาขายในตลาด จนรู้ถึงทางการ ผู้ว่าราชการจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการขุดกรุขึ้นมาโดยต้องใช้คนมาก พร้อมทั้งนักโทษมาช่วยกันขนพระขึ้นมา ซึ่งมีจำนวนมหาศาล เป็นหลายเล่มเกวียน นอกจากจะพบพระเครื่องพระบูชาแล้วยังพบลานทอง ที่ยังหลงเหลืออยู่ 2 แผ่น จารึกถึงวาระการสร้างองค์พระปรางค์และพระเครื่องพระบูชาในครั้งนั้น พระเครื่องพระบูชาที่พบ เป็นศิลปะแบบปลายยุคสุโขทัย และศิลปะอู่ทองเป็นหลัก จึงได้นำพระเครื่องพระบูชาและสิ่งของทั้งหมดมาเก็บรักษาไว้ที่จวนผู้ว่าฯ

พระ เครื่องที่พบนอกจากพระผงสุพรรณ พระมเหศวร พระกำแพงศอก พระกำแพงคืบ พระกำแพงนิ้ว พระสุพรรณหลังผาล พระผงใหญ่ พระลีลาละเวง พระสุพรรณขาโต๊ะ พระซุ้มระฆัง พระสุพรรณ ยอดโถ พระตรีกาย พระขุนแผนเรือนแก้ว พระท่า มะปรางค์ พระปทุมมาศ ฯลฯ

ครับพระที่พบน้อย และไม่ค่อยได้เห็นกันนักอย่างหนึ่งก็คือพระปทุมมาศ การตั้งชื่อในสมัยนั้นตั้งได้อย่างเหมาะสมยิ่งนัก ปทุมแปลว่า ดอกบัว มาศแปลว่า ทอง หมายถึงดอกบัวทอง ทรงกรอบดูเผินๆ คล้ายกับดอกบัวตูม องค์พระประทับนั่งปางสมาธิ เหนืออาสนะกลีบบัว มีเส้นซุ้มเป็นครอบแก้ว และมีรัศมีเป็นกลีบบัวอยู่รอบๆ องค์พระ พระพุทธศิลปะเป็นแบบอู่ทอง พระปทุมมาศที่พบเป็นแบบเนื้อ ชินเงิน มีขนาดไม่เขื่องนัก กว้างประมาณ 3.5 ซ.ม. สูง 4.5 ซ.ม. พระปทุมมาศเป็นพระที่พบน้อยมากในกรุ จึงไม่ค่อยได้พบเห็นกันนักครับ

ในวันนี้ผมได้นำรูปพระปทุมมาศ ซึ่งเป็นหนึ่งในพระเครื่องที่หายากของกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี มาให้ชมกันครับ

ด้วยความจริงใจ

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ ข่าวสด ค่ะ
อ่านต่อเพิ่มเติมได้ที่
http://เว็บพระ.net/index.php

คอลัมม์ข่าวนี้ทางเว็บเราไม่มี วัตถุมงคล หรือ พระเครื่องให้เช่าบูชา ค่ะ

วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557

ชมรมพระเครื่อง แทน ท่าพระจันทร์

ชมรมพระเครื่อง   แทน ท่าพระจันทร์
สวัสดี ครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน วันนี้เราจะมาคุยกันถึงพระปิดตาเมืองนครราชสีมากันครับ บางท่านอาจไม่รู้ว่ามีพระปิดตาเก่าๆ อยู่ในจังหวัดนี้ครับ พระปิดตาหลวงพ่อพรหมสร (รอด) เป็นพระปิดตาที่ชาวโคราชรู้จักกันมานานแล้วและมักหวงแหนกันมากทีเดียวครับ เหรียญรุ่นแรกของท่านนั้นก็มีความนิยมมากสนนราคาสูงทีเดียวนะครับ

หลวงพ่อพรหมสร (รอด) ท่านเกิด เมื่อปีพ.ศ.2414 โยมบิดาชื่อโข่ โยมมารดา ชื่อพูน หลวงพ่อรอดเกิดที่บ้านสระขวัญ ต่อมาโยมนีซึ่งเป็นโยมป้าได้ขอท่านมาอุปการะที่บ้านกระถิน อำเภอโนนสูง และเมื่อท่านโตขึ้นก็ได้ช่วยโยมป้าเลี้ยงวัวฝูง จนอายุครบบวช จึงได้อุปสมบทในปี พ.ศ.2436 ที่วัด บ้านสะพาน ตำบลขามเฒ่า โดยมีพระอุปัชฌาย์อยู่ เป็นพระอุปัชฌาย์

จากนั้นท่านก็ได้ศึกษาพระ ธรรมวินัยและวิปัสสนากรรมฐานจนแตกฉาน และถือธุดงค์เป็นหลัก จนได้พบกับพระอาจารย์ต่างๆ มากมาย ได้ศึกษาวิปัสสนาและพุทธาคม ต่างๆ มากมาย ต่อมาท่านจึงได้เริ่มสร้างวัดต่างๆ ในโคราชหลายวัด เช่น ในปีพ.ศ.2453 ท่านได้สร้างวัดบ้านดอนผวา ปีพ.ศ.2452 สร้าง วัดบ้านขามเฒ่า ปีพ.ศ.2467 สร้างวัดบ้านหนองเคลือขุด ปีพ.ศ.2470 สร้างวัดบ้านหนองพลอง ปีพ.ศ.2490 สร้างวัดบานไพ หลวงพ่อรอดท่านได้ไปจำพรรษาอยู่ที่ใดท่านก็ได้สร้างความเจริญ โดยการสร้างวัดให้แก่ที่นั่น ซึ่งเมื่อท่าน จำพรรษาอยู่ ณ ที่แห่งใด ท่านก็ได้ช่วยเหลือชาวบ้านที่ตกทุกข์ได้ยากเสมอมา ด้วยความเมตตาของท่าน และชาวบ้านต่างก็พากันมาฟังเทศน์และเคารพเลื่อมใส ท่านมาก เมื่อท่านจะทำกิจการอันใดชาวบ้านก็ร่วมใจกันมาช่วยจนสำเร็จลุล่วงด้วยดีทุก ครั้ง

ในสมัยนั้นก็มีคนลือกันมากว่าท่านให้หวยแม่น และก็มีผู้คนมาขอหวยท่านกันมาก ท่านมีญาณแก่กล้าล่วงรู้ว่าใครจะมาหา และด้วยเรื่องอะไร เมื่อมาถามเรื่องหวยท่านจะดุเอาว่าเป็นเรื่องงมงาย และไม่เคยใบ้หวยเลย แต่ผู้คนก็มักเอาไปตีเป็นหวยกันเอง และก็มักจะถูกเสียด้วย บางรายถูกจนร่ำรวยก็มี และก็นำเงินมาช่วยสร้างวัดก็มาก จึงเป็นที่มาของเรื่องใบ้หวย

วัตถุมงคลของหลวงพ่อรอดนั้นท่าน ได้สร้างไว้หลายอย่าง เช่น รูปเหมือนหล่อของหลวงพ่อ พระปิดตา เนื้อทองเหลือง มีอยู่หลายพิมพ์ สีผึ้ง นางกวัก ผ้ายันต์ รอยมือรอยเท้า และเหรียญ เป็นต้น เหรียญรุ่นแรกนั้นคหบดีชาวลพบุรีเป็น ผู้สร้างถวายในราวปีพ.ศ.2492 ครั้งที่ท่าน จำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านไพ วัตถุมงคลของหลวงพ่อรอดนั้นชาวโคราชทราบกันดีจากประสบการณ์ต่างๆ ในด้านแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี

หลวงพ่อพรหมสร (รอด) ท่านมรณ ภาพเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2500 สิริอายุได้ 86 ปี พรรษาที่ 65 ท่านยังคงเป็นที่รักเคารพของชาวโคราชและจังหวัดใกล้เคียงเสมอตลอดมาครับ และในวันนี้ผมได้นำรูปพระปิดตาเนื้อ ทองเหลือง ของหลวงพ่อรอดมาให้ชม กันครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ ข่าวสด ค่ะ
อ่านต่อเพิ่มเติมได้ที่
http://เว็บพระ.net/index.php

คอลัมม์ข่าวนี้ทางเว็บเราไม่มี วัตถุมงคล หรือ พระเครื่องให้เช่าบูชา ค่ะ

วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2557

หลวงพ่อผิว สีลวิสุทโธ พระเกจิดังปราจีนบุรี

หลวงพ่อผิว สีลวิสุทโธ พระเกจิดังปราจีนบุรี

คอลัมน์ อริยะโลกที่6

"พระครูสีลวิสุทธาจารย์" หรือ "หลวงพ่อผิว สีลวิสุทโธ" วัดสง่างาม เจ้าคณะตำบลบางบริบูรณ์ พระเกจิชื่อดังแห่งเมืองปราจีนบุรี เป็นศิษย์สืบทอดพุทธาคมของพระครูปราจีนมุนี หรือหลวงพ่อทอง วัดหลวงปรีชากุล เกจิคณาจารย์เรืองวิทยาคุณในยุคก่อนปี พ.ศ.2460

ชาติภูมิ เป็นชาวบ้านท่างาม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี เกิดเมื่อปีมะโรง ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 19 พ.ค. 2435 เยาว์วัยช่วยพ่อแม่ทำนา อาศัยศึกษาเรียนรู้อยู่กับพระที่วัดเลียบ ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน จนอ่านออกเขียนได้ทั้งหนังสือไทยและขอม

พออายุ 21 ปี เข้าอุปสมบทที่วัดเลียบ เมื่อเดือนมิ.ย.2456 มีพระครูปราจีนมุนี (หลวงพ่อทอง) เจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี วัดหลวงปรีชากุล เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อหร่ำ วัดเลียบ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา สีลวิสุทโธ

อยู่ จำพรรษาและเล่าเรียนพระธรรมวินัยเป็นเวลา 10 พรรษา จึงย้ายมาอยู่วัดสง่างาม ซึ่งอยู่ห่างออกมาทางทิศตะวันออกของวัดเลียบคนละฝั่งแม่น้ำประมาณ 3 กิโลเมตร โดยได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสรูปที่ 7 ปกครองวัดอยู่ในช่วงปี พ.ศ.2466-2528

หลวงพ่อผิว วัดสง่างาม จ.ปราจีนบุรี ท่านมีตำแหน่งหน้าที่และสมณศักดิ์ เริ่มจากปี พ.ศ.2466 เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พ.ศ.2475 เป็นเจ้าคณะหมวด (เจ้าคณะตำบล) บางบริบูรณ์ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี พ.ศ.2482 เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2493 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ในราชทินนาม "พระครูสีลวิสุทธาจารย์" พ.ศ.2506 เลื่อนเป็นเจ้าคณะตำบลชั้นโท ในราชทินนามเดิม พ.ศ.2513 เลื่อนเป็นเทียบ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก

หลวงพ่อผิว เป็นพระที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง ตั้งแต่เริ่มปกครองวัดก็ได้บูรณปฏิสังขรณ์ และพัฒนาสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพระศาสนาและพุทธศาสนิกชนอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะด้านการศึกษาท่านได้ก่อตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมขึ้นเป็นครั้งแรก ของวัด และปรากฏว่าในสมัยนั้นมีพระหลายรูปที่สอบได้นักธรรมตรี โท และเอก ซึ่งลูกศิษย์ของท่านที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ได้เป็นเปรียญหลายรูป

สำหรับ ผลงานที่โดดเด่นที่สุด คือ โบสถ์หลังปัจจุบันของวัดสง่างาม ซึ่งท่านได้ใช้ความสามารถก่อสร้างเสร็จในระยะเวลา 5 ปี สิ้นงบประมาณไปเกือบ 2,000,000 บาท

คุณวิเศษอย่างหนึ่งของหลวงพ่อผิว ที่เล่าขานกัน คือ ความเป็นพระผู้มีเมตตาธรรมสูง โดยได้ใช้วิชาความรู้ด้านการแพทย์โบราณช่วยเหลือสงเคราะห์ อนุเคราะห์แก่ผู้เจ็บป่วย เช่น แขนหัก ขาหัก กระดูกหัก จนหายได้อย่างน่าอัศจรรย์ รวมไปถึงสัตว์ต่างๆ อาทิ ช้าง ม้า วัว ควาย ที่ขาหักท่านก็ช่วยรักษามา นับไม่ถ้วน

นอกจากนี้ ท่านยังเป็นหนึ่งในบรรดาพระเกจิอาจารย์ดังที่มักได้รับอาราธนาไปในพิธีพุทธา ภิเษกพระเครื่องหลายต่อหลายรุ่น ซึ่งครั้งที่เป็นเกียรติประวัติ คือ ได้รับฎีกาเข้าไปร่วมพิธีพุทธาภิเษกเหรียญพระแก้วมรกต ภปร.ในพระบรมมหาราชวัง ในงานฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อปี พ.ศ.2525

พระเครื่องและวัตถุมงคลที่ท่านสร้างปรากฏความขลังในด้านพุทธคุณ มีประสบ การณ์ดีทั้งด้านเมตตามหานิยม อยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาดปลอดภัย เหรียญบางรุ่นยังพอเช่าหาได้ในราคาไม่แพง แต่ถ้าเป็นเหรียญรุ่นแรก พ.ศ.2502 เนื้อทองแดงกะไหล่ทอง หาได้ยากมาก

หลวงพ่อผิว วัดสง่างาม เป็นพระเถระที่สูงด้วยอายุและพรรษากาล มีชื่อเสียงโด่งดังองค์หนึ่งทางภาคตะวันออก มีผู้เคารพนับถือทุกระดับชั้น ทั้งข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนในจังหวัด และในถิ่นที่ห่างไกล

ภาพ ลักษณ์ของท่าน คือ พระนักพัฒนา ที่เก่งทั้งพัฒนาวัตถุนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่อาราม และเก่งในการพัฒนาบุคคลจนได้ดีมีชื่อเสียงจำนวนมาก

ยิ่งในเรื่องวัตถุมงคลล้วนเป็นที่สนใจของบรรดานักสะสม ด้วยมีพุทธคุณเด่นด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาดปลอดภัย มหาอุด คงกระพันชาตรี ส่วนใหญ่จะเป็นเหรียญซึ่งมีอยู่หลายรุ่นด้วยกัน อาทิ เหรียญรูปไข่รุ่นแรกปี 2502, รุ่น 2 ปี 2512, รุ่น 3 ปี 2515 ที่ระลึกครบ 80 ปี, รุ่น 4 ปี 2517 รูปอาร์ม, รุ่น 5 ปี 2519 รูปหยดน้ำ เป็นต้น

ยังมีพระสมเด็จเนื้อ ว่านรุ่นแรก ปี 2502 หลังปั๊มรูปเหรียญรุ่นแรก, พระสมเด็จ 9 ชั้น, รูปหล่อปั๊มรุ่นแรก ปี 2515, แหนบลงยา, ล็อกเกตภาพสี ฯลฯ

บั้นปลาย ชีวิต หลวงพ่อผิวเริ่มป่วยด้วยโรคเบาหวาน และโรคแทรกอีกหลายโรค โดยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเปาโลฯ กรุงเทพฯ และโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นครั้งคราว

จนกระทั่งวาระสุด ท้าย ท่านมรณภาพลงอย่างสงบ ที่วัดสง่างาม เมื่อวันที่ 16 ก.พ.2528 เวลา 08.45 น. สิริอายุ 93 พรรษา 72 และได้รับพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 16 มี.ค.2529 มีพระปราจีนมุนี เจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธาน

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ ข่าวสด ค่ะ
อ่านต่อเพิ่มเติมได้ที่
http://เว็บพระ.net/index.php

คอลัมม์ข่าวนี้ทางเว็บเราไม่มี วัตถุมงคล หรือ พระเครื่องให้เช่าบูชา ค่ะ

วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2557

พระสมเด็จ วัดระฆัง "พ.อ.นรชัย ภาเวส"

พระสมเด็จ วัดระฆัง "พ.อ.นรชัย ภาเวส"

พระเครื่องคนดัง

"ผม สะสมพระเครื่องเพื่อเป็นสิ่งยึด เหนี่ยวจิตใจ พระเครื่องเปรียบเสมือนตัวแทนพระพุทธองค์ ที่ท่านสอนให้เราคิดดี ทำดี ปฏิบัติดี เป็นการเตือนสติให้กระทำ แต่ความดี ประพฤติดี ละเว้นการทำความ ชั่วหรือการกระทำที่ผิดศีลธรรม และเชื่อ ว่า การกระทำความดีนั้นไม่มีที่สิ้นสุดทำ ได้ตลอดเวลา ที่ยังมีลมหายใจอยู่" เป็นคติความเชื่อของ "พ.อ.นรชัย ภาเวส" รองเจ้ากรมสวัสดิการทหารบก

พ.อ.นรชัย หรือที่พี่น้องในแวดวงทหารหาญ เรียกขานด้วยความสนิทสนมว่า "เสธ.นร" เป็นอีกหนึ่งนายทหารที่ชื่นชอบสะสมพระเครื่อง

เสธ.นร เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 18 (ตท.18) ที่ผ่านราชการภาคสนามมามากมาย ชื่นชอบสะสมพระเครื่องมานาน

พ.อ.นรชัย บอกเล่าถึงการสะสมวัตถุมงคล ว่า "การสะสมพระเครื่องของผมนั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้ไปหาเช่าบูชาที่ไหนเลย มีแต่ผู้ใหญ่และผู้ที่เคารพนับถือมอบให้มาทั้งสิ้น ซึ่งผมคิดว่า ผู้ที่ให้พระมานั้น คือ ผู้ที่รักและปรารถนาดีกับตัวเรา มีความตั้งใจที่ดี เมื่อได้รับมาก็ถือว่า เป็นสิ่งที่มีคุณค่า เป็นสิริมงคลกับตัวมาตลอด"

สำหรับ พระที่แขวนขึ้นคอติดตัว พ.อ.นรชัย มีอยู่หลายองค์ ซึ่งพระเครื่องส่วนใหญ่ที่สะสมเป็นพระสมเด็จ พระในชุดเบญจภาคี และพระพุทธชินราช

"จะว่าไปแล้ว ผมมีความคุ้นเคยกับพระเครื่องมานานกว่า 40 ปี เพราะสมัยคุณปู่ ท่านเป็นคนชอบสะสมและแลกเปลี่ยนพระเครื่องวัตถุมงคล ผม ก็ชอบเดินตามคุณปู่ถือกระป๋องนมที่ใส่พระเครื่อง เดินไปย่านสะพานควาย นั่งตามร้านกาแฟ ใครไปใครมาก็มานั่งส่องพระกัน จนทำให้ผมได้รับความรู้เรื่องพระเครื่องติดตัวไปด้วยตั้งแต่นั้นมา

ผม คิดอยู่เสมอว่าพระทุกองค์ที่คล้องอยู่ในคอ มีพุทธคุณที่ดี ก่อนเดินทางออกจากบ้าน ก็จะอาราธนาท่านเพื่อให้คุ้มครอง ให้แคล้วคลาด ปลอดภัย ซึ่งทำให้เรามีกำลังใจ และมั่นใจในการทำงาน"

ความเชื่อส่วน ตัวของพ.อ.นรชัย เชื่อว่า พระเครื่องทุกองค์ท่านมีพุทธคุณที่ดีมากอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมวลสารที่ผสมอยู่ในองค์พระ ที่เป็นมวลสารที่สิริมงคล ประกอบกับการจัดทำพิธีพุทธาภิเษก ที่มีการสวดบทวิชาคาถา ที่เป็นสิริมงคล ทั้งสิ้น พระที่มาร่วมพิธีนั่งปรกอธิษฐานจิต ก็เป็นพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ หรือเป็นพระสุปฏิปันโนอยู่แล้ว

ปัจจุบัน พ.อ.นรชัย เก็บสะสมเครื่องรางของขลัง ซึ่งเป็นมรดกของคุณพ่อ อาทิ เขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน, หนุมานหลวงพ่อสุ่น ด้วยมีอำนาจบารมีอยู่ในเนื้อมวลสารของเครื่องรางนั้นอยู่แล้ว ส่วนใหญ่แล้วตนจะเปลี่ยนการคล้องพระเป็นประจำทุกเดือน เพราะพระสมเด็จของตนเองมีหลายองค์ เช่น พระสมเด็จวัดระฆัง พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม หรือพระสมเด็จวัดเกศชัยโย จะสลับเปลี่ยนกันคล้อง ซึ่งบารมีของแต่ละองค์ มีพุทธคุณที่ดีมาก

เสธ.นรบอกเล่าว่า "ช่วงเวลาว่าง ผมมักนำพระเครื่องมาส่องดู เพื่อศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เพราะส่วนใหญ่ พระที่ได้มาก็ได้มาจากผู้ใหญ่ เพื่อนๆ และลูกน้อง พระที่ได้ทุกองค์ ผมถือว่าเป็นสิ่งที่มีค่า ที่เขาตั้งใจมอบมาให้เรา ต้องเก็บรักษาไว้อย่างดี และนำทุกองค์มาศึกษาดูประวัติ เพื่อเป็นความรู้"

"ทหาร เป็นรั้วของชาติ ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามชายแดนปกป้อง อธิปไตยที่ต้องตื่นตัวและมีความเสี่ยงอยู่ทุกขณะ ทำให้ต้องไขว่คว้าหา สิ่งยึดเหนี่ยวใจ ซึ่งใจชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ในช่วงของชีวิตนั้น เมื่อทราบว่าที่ใดมีพระอาจารย์หรือเกจิอาจารย์ที่ประพฤติปฏิบัติดี ก็จะไปกราบฝากตัวเป็นลูกศิษย์หรือขอพรเพื่อเป็นสิริมงคลจากท่าน"

เส ธ.นรกล่าวทิ้งท้ายว่า หากเรามีสะสมไว้ก็ควรที่จะศึกษาถึงประวัติ และอย่าลืมว่าพระเครื่องเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้เราคิดดี ทำดี และระลึกถึงพระคุณขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ ข่าวสด ค่ะ
อ่านต่อเพิ่มเติมได้ที่
http://เว็บพระ.net/index.php

คอลัมม์ข่าวนี้ทางเว็บเราไม่มี วัตถุมงคล หรือ พระเครื่องให้เช่าบูชา ค่ะ

ชมรมพระเครื่อง แทน ท่าพระจันทร์

ชมรมพระเครื่อง  แทน ท่าพระจันทร์


สวัสดี ครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน จังหวัดนครปฐมมีพระเครื่องที่เป็นพระกรุพระเก่าหรือไม่ครับเราอาจจะลืมเลือนกันไปบ้างว่าเมืองนี้ก็มีพระเครื่องที่เป็นพระกรุอยู่เหมือนกัน แต่การพบก็มีไม่มากนัก และจำนวนก็ไม่มากเช่นกัน ดังนั้นอาจจะไม่ค่อยมีใครพูดถึงกันบ่อยนัก ในวันนี้เรามาคุยกันถึงพระกรุของนครปฐมกันบ้างดีกว่านะครับ

นครปฐม เป็นเมืองเก่าแก่มาแต่โบราณ ซึ่งมีความเป็นมาเป็นพันปี ความรุ่งเรืองมากที่สุดก็จะเป็นครั้งสมัยอาณาจักรทวารวดี ซึ่งอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11-15 ก็มีหลากหลายชนชาติเข้ามาอาศัยอยู่ในแถบนี้ เช่น ชนชาติมอญ ชนชาติละว้า และชนชาติขอม เมืองนครปฐมเป็นแหล่งอารยธรรมชุมชนโบราณสืบเนื่องต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น จึงมีการค้นพบโบราณสถาน และโบราณวัตถุมากมาย โบราณวัตถุที่พบ มีตั้งแต่เสมาธรรมจักร และพระพุทธรูปศิลปะอินเดีย ทวารวดี จนถึงศิลปะแบบทวารวดีผสมอู่ทองหรือผสมลพบุรี (ฝีมือช่างอู่ทอง 1) โดยส่วนใหญ่จะพบประติมากรรมรูปเคารพขนาดใหญ่ที่งดงามยิ่ง นอกจากนี้ก็มีการ ค้นพบพระเครื่อง-พระพิมพ์ที่เป็นแบบเนื้อ ดินเผา และพระเครื่องเนื้อชินอีกด้วย

พระเครื่องที่เป็นที่รู้จักกันมากก็ คือพระเครื่องของกรุวัดกลาง ในปีพ.ศ.2495 ได้มี ผู้พบพระที่บริเวณวัดกลาง ซึ่งมีพระพิมพ์ต่างๆ เช่น พระร่วงยืน พระร่วงนั่งข้างรัศมี พระพิมพ์เนื้อดินเผาขนาดเขื่องอีกหลาย พิมพ์ นอกจากนี้ก็ยังมีพระพุทธรูปบูชาศิลปะ ทวารวดีด้วย แต่ที่เป็นพระเครื่องนั้นจะเป็นพระร่วงยืน และพระร่วงนั่งข้างรัศมี เนื้อชินตะกั่วสนิมแดง พระทั้งสองอย่างนี้จำนวนพระมีไม่มากนัก จึงค่อนข้างหายากมาก

พระร่วงยืน เป็นพระพิมพ์ประทานพร ยกพระหัตถ์ขวาประทับทรวง และทอดพระหัตถ์ซ้ายแนบขนานกับลำพระองค์ ลักษณะเป็น พระตัดชิดลำพระองค์ไม่มีปีก มีสองพิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ และพิมพ์เล็ก

พระร่วงนั่งข้างรัศมี เป็นพระประทับนั่งปางมารวิชัยเหนือฐานบัวสองชั้น มีปีกขององค์พระเป็นรัศมีอยู่ทั้งสองข้าง

พระ ทั้งสองชนิดเป็นเนื้อชินตะกั่วสนิมแดง เต็มตลอดทั้งองค์ มีไขขาวจับแซมอยู่ทั่วไป ตัวสนิมแดงจะมีลักษณะแตกปริ เป็นเส้นใยแมงมุมซึ่งแสดงถึงอายุความเก่าของเนื้อโลหะ ศิลปะของพระทั้งสองชนิด เป็นพระที่สร้างแบบศิลปะผสมทวารวดี หรือทวารวดียุคปลาย

นอกจากพบพระร่วงยืนและพระร่วงนั่งข้างรัศมีที่ กรุวัดกลางแล้ว ยังมีการพบพระแบบเดียวกันที่วัดพระประโทนอีกด้วย แต่ก็พบจำนวนน้อยมาก สันนิษฐานว่าพระส่วนใหญ่อาจจะชำรุดผุพังไปตามกาลเวลา จึงพบพระที่สมบูรณ์น้อยมาก

ในวันนี้ผมจึงได้นำรูปพระร่วงของกรุวัดกลาง นครปฐม ทั้งพระร่วงยืนและพระร่วงนั่งมาให้ชมกันครับ

ด้วยความจริงใจ

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ ข่าวสด ค่ะ
อ่านต่อเพิ่มเติมได้ที่
http://เว็บพระ.net/index.php

คอลัมม์ข่าวนี้ทางเว็บเราไม่มี วัตถุมงคล หรือ พระเครื่องให้เช่าบูชา ค่ะ