วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

พระคง กรุช้างค้ำ เชียงใหม่


พระคง กรุช้างค้ำ เชียงใหม่
พันธุ์แท้พระเครื่อง
ราม วัชรประดิษฐ์


พระ คง เป็นหนึ่งใน "พระสกุลลำพูน" อันลือชื่อของทางเหนือ สันนิษฐานว่าสร้างในยุคใกล้เคียงกับ "พระรอด กรุวัดมหาวัน" พระยอดนิยมหนึ่งในพระชุดเบญจภาคี แต่จำนวนพระคงมีมากกว่าจึงทำให้ได้รับความนิยมน้อยกว่าพระรอด แต่ ณ ปัจจุบันสนนราคาก็ไม่ได้เป็นสองรองพระสกุลลำพูนอื่นๆ จะเป็นรองก็เพียงแต่ "พระรอด" เท่านั้น

การค้นพบพระคง นอกจากที่ วัดพระคง จ.ลำพูน แล้ว ยังมีการพบปะปนอยู่กับพระสกุลลำพูนตามวัดอื่นๆ ในจังหวัด รวมถึงในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ด้วย

กล่าวถึงการค้นพบ พระคง กรุช้างค้ำ จ.เชียงใหม่ นั้น สืบเนื่องจากการสำรวจของกรมศิลปากรพบว่า "วัดช้างค้ำ" เป็นวัดที่มีมาแต่เดิมก่อนการสถาปนาเวียงกุมกาม ในยุคล้านนา (เวียงกุมกาม เป็นชุมชนโบราณที่มีผู้คนอาศัยอยู่มาตั้งแต่ยุคอาณาจักรหริภุญชัย ถือเป็นเวียงหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางเหนือของศูนย์กลางอาณาจักรหริภุญชัย) และชื่อ "เวียงกุมกาม" นี้ ก็เริ่มปรากฏเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นในช่วงที่เริ่มสถาปนาอาณาจักร ล้านนา เมื่อพระยามังรายยกทัพมาตีอาณาจักรหริภุญชัยได้สำเร็จ โดยตั้งให้เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา


จากนั้นได้ตั้งเวียงกุมกาม ขึ้นเป็นเมืองหลวง พร้อมกับมีการสร้างวัดในบริเวณนั้นเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ต่อมาเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ทำให้เวียงกุมกามถูกฝังจมลงอยู่ใต้ตะกอนดิน

ใน ราวปี พ.ศ.2528 กรมศิลปากรได้ขุดค้นโบราณสถานในจุดต่างๆ ภายในอาณาบริเวณ "เวียงกุมกาม" พบว่ามีแนวเขตวัดเก่าตั้งอยู่ทั่วบริเวณ นอกจากนี้ยังพบโบราณวัตถุในพื้นที่อีกเป็นจำนวนมาก อาทิ พระพิมพ์ดินเผาขนาดเล็กและขนาดใหญ่ พระพุทธรูป เงินตราโบราณ และเครื่องปั้น ดินเผา เป็นต้น ซึ่งพระพิมพ์ดินเผาที่พบนั้น ประกอบด้วย พระคง พระเลี่ยง พระสาม พระสิบสอง พระพิมพ์พุทธคยา ฯลฯ ซึ่งสันนิษฐานน่าจะมีอายุสมัยการสร้างราว 800-900 ปีก่อน หรืออยู่ในช่วงปลายของอาณาจักรหริภุญชัย ที่ได้รับทั้งอิทธิพลศิลปะหริภุญชัยและอิทธิพลศิลปะล้านนา

พระคง กรุช้างค้ำ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับที่พบจากกรุดอยคำ จ.เชียงใหม่ ที่มีการพบพระคงเช่นกัน ปรากฏว่ามีลักษณะพิมพ์ทรงเหมือนกัน และมีขนาดใกล้เคียงกัน โดย "กรุดอยคำ" จะมีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย พระทั้งสองกรุนี้มีความแตกต่างกันที่เนื้อหาและคราบกรุ จึงน่าจะเป็นพระที่สร้างขึ้นในยุคปลายหริภุญชัยเหมือนกัน แต่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับ พระคง ลำพูน แล้ว ปรากฏว่า มีพิมพ์ทรงต่างกัน ขนาดแตกต่างกันเล็กน้อย โดย "กรุช้างค้ำ" จะมีเนื้อหาหยาบกว่า คราบกรุส่วนใหญ่เป็นเม็ดทราย ไม่มีดินกรุ ซึ่งตรงกับตามที่เอกสารการเปิดกรุของกรมศิลปากรได้บันทึกเอาไว้ว่า ชั้นดินที่พบพระพิมพ์เหล่านี้เป็นทรายเกือบทั้งหมด

พระคง กรุช้างค้ำ จ.เชียงใหม่ นี้ เป็นหนึ่งในพระกรุเก่าที่สมัยก่อนเรียกได้ว่า "ถูกเมิน" ถึงขนาดให้เป็นของแจกของแถมเมื่อเช่าหาพระหลักๆ แต่ ณ ปัจจุบัน กลายเป็นที่แสวงหาและสนนราคาขยับขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเริ่มมีการกล่าวถึงในหนังสือและนิตยสารพระเครื่องฉบับต่างๆ และด้วยความที่เป็นพระที่มีอายุการสร้างเก่าแก่ใกล้เคียงกับ พระคง ลำพูน

แถมยังหาดูหาเช่ายากกว่า พระคง ลำพูน อีกด้วยครับผม

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ ข่าวสด ค่ะ
อ่านต่อเพิ่มเติมได้ที่
http://เว็บพระ.net/index.php

คอลัมม์ข่าวนี้ทางเว็บเราไม่มี วัตถุมงคล หรือ พระเครื่องให้เช่าบูชา ค่ะ


วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

พระรอด พิมพ์ใหญ่

พระรอด พิมพ์ใหญ่

พันธุ์แท้พระเครื่อง
ราม วัชรประดิษฐ์


พระรอด สุดยอดแห่งพระพิมพ์ของล้านนา หนึ่งใน "พระชุดเบญจภาคี" อันลือชื่อของไทยที่มีอายุมากที่สุด ลักษณะเป็นพระเนื้อดินเผา ศิลปะทวารวดี-ศรีวิชัย แบ่งพิมพ์ออกเป็น พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก พิมพ์ต้อ และพิมพ์ตื้น บางตำราก็ว่ามีอีกหนึ่งพิมพ์ คือ พิมพ์บ่วงเงินบ่วงทอง แต่หาดูได้ยากยิ่ง มีพุทธคุณเป็นเลิศด้านแคล้วคลาด รวมทั้ง อยู่ยงคงกระพัน เมตตามหานิยม อุดมด้วยโภคทรัพย์ เรียกว่าครบเครื่องทีเดียว

ตามตำนานกล่าวไว้ว่า "พระรอด" สร้างในสมัยทวาราวดีเมื่อนับพันปีมาแล้ว สมัยที่พระนางจามเทวี ปกครองเมืองหริภุญไชย พระนางทรงสถาปนาพระอาราม ชื่อ จตุรพุทธ ปราการ (วัดมหาวัน) ขึ้น จึงดำริให้สร้างพระเจดีย์ไปพร้อมกัน พร้อมทั้งบรรจุ "พระรอด" ไว้ โดย พระสุมณานารทะฤๅษี เป็นผู้สร้าง

เอกลักษณ์สำคัญของ "พระรอด" คือ เป็นพระกรุเก่าแก่ที่มีการค้นพบเฉพาะที่ วัดมหาวัน จ.ลำพูน เท่านั้น และแรกเริ่ม "พระรอด" คงบรรจุอยู่ในพระเจดีย์โบราณแต่ต่อมาพระเจดีย์ได้โค่นล้มลง พระรอดจึงตกอยู่ในดินกระจัดกระจายทั่วไป จึงมีการแตก กรุของ "พระรอด" ในหลายครั้งหลายครา

ครั้งแรก ปีพ.ศ.2435-2445 สมัยเจ้าหลวงเหมพินธุไพจิตร ได้ปฏิสังขรณ์องค์เจดีย์ขึ้นใหม่ ทำให้พบพระรอดจำนวนมากภายใต้ซากเจดีย์เก่า ประมาณปีพ.ศ.2451 สมัยเจ้าหลวงอินทิยงยศ เห็นว่ามีต้นโพธิ์ขึ้นแทรกบริเวณฐานพระเจดีย์วัดมหาวัน และมีรากชอนลึก จนทำให้พระเจดีย์มีรอยร้าวหลายแห่ง จึงให้ช่างรื้อฐานและปฏิสังขรณ์ใหม่ ก็พบพระรอดจำนวน 1 กระเช้า จึงนำแจกจ่ายบรรดาญาติวงศ์เจ้าลำพูน ในปีพ.ศ.2497 มีการปฏิสังขรณ์วิหาร เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พบพระรอดไม่กี่องค์ แต่พบ พระคง พระบาง พระสาม พระสิบสอง และพระรอดหลวง

ปี พ.ศ.2498 ปฏิสังขรณ์กุฏิเจ้าอาวาสในสมัยนั้น ในการขุดเพื่อลงรากฐานก่อสร้าง พบพระรอดกว่า 200 องค์ แทบทุกองค์เป็นพระที่งามและเนื้อจัด มีหลายพิมพ์ทรง และหลังปีพ.ศ.2500 ก็ยังมีการขุดหาพระรอดโดยรอบบริเวณวัดมหาวันอยู่

สำหรับ "พระรอด" ที่นับได้ว่าเป็นองค์สำคัญในชุดเบญจภาคี คือ "พระรอด พิมพ์ใหญ่" ซึ่งมีพุทธลักษณะและพุทธศิลปะที่งดงาม และนับเป็นพิมพ์ที่มีการทำเทียมสูงสุด มีหลักการพิจารณาในเบื้องต้น ดังนี้

- แยก "กลุ่มโพธิ์" ให้ได้ 6 กลุ่ม โดยจะมีก้านโพธิ์กั้น

- ผนังซ้ายมือขององค์พระ จะมี "เส้นพิมพ์แตก" ลากจากพระกรรณยาวลงมาถึงโพธิ์ข้างหัวไหล่

- ปลายพระกรรณ เป็น "ขอเบ็ด"

- สะดือเป็นหลุมคล้าย "เบ้าขนมครก"

- มี "เส้นน้ำตก" ลากผ่านหน้าตักจนถึงชั้นฐาน

- มี "ฐาน" 4 ชั้น

- หัวแม่มือขวา กางอ้าปลายตัด

- ใบโพธิ์กลางชุดที่ 2 เป็น "โพธิ์ติ่ง"

- ใบโพธิ์จะตั้งเป็นสันนูนขึ้นมา คล้ายทรงพีระมิด

- เนื้อองค์พระจะละเอียดมาก ด้านหลังเป็นรอยคล้ายลายนิ้วมือ

- ก้นมีสองชนิด คือ ก้นเรียบและก้นแมลงสาบ (ก้นพับ)

การจะหาดูหาเช่า "พระองค์สำคัญ" ระดับ ประเทศ นั้น ต้องรอบรู้ รอบคอบ ละเอียด ถี่ถ้วน สดับตรับฟังกูรู

และควรหาผู้ไว้เนื้อเชื่อใจได้เพื่อช่วยดูช่วยตัดสินใจครับผม

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ ข่าวสด ค่ะ
อ่านต่อเพิ่มเติมได้ที่
http://เว็บพระ.net/index.php

คอลัมม์ข่าวนี้ทางเว็บเราไม่มี วัตถุมงคล หรือ พระเครื่องให้เช่าบูชา ค่ะ

วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

พระวิสุทธิสมาจาร วัดอ่างศิลา จ.ชลบุรี

พระวิสุทธิสมาจาร วัดอ่างศิลา จ.ชลบุรี

อริยะโลกที่ 6

พระวิสุทธิสมาจาร (ศรี พรหมโชติ) อดีตเจ้าคณะจังหวัดชลบุรี และอดีตเจ้าอาวาสวัดอ่างศิลา อ.เมือง จ.ชลบุรี เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งภาคตะวันออก อ.เมือง จ.ชลบุรี ที่มีความเชี่ยวชาญวิทยาคมและเป็นเจ้าตำรับวัตถุมงคลพระปิดตาหลังกระบองไขว้ อันเลื่องชื่อแห่งยุค

มีนามเดิมว่า ศรี ยูถะสุนทร เกิดเมื่อวันที่ 28 เม.ย.2414 ที่ ต.อ่างศิลา อ.เมือง จ.ชลบุรี บิดา-มารดาชื่อ นายทองและนางเอียง ยูถะสุนทร

อายุครบ 20 ปี เข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดอ่างศิลา มีพระอธิการยิ้ม วัดอ่างศิลา เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการแสง วัดอ่างศิลา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูสุวรรณาทร (เที่ยง) เป็นพระอนุสาวนาจารย์

เป็นพระเถระที่มีศีลาจารวัตรอันดี งาม เป็นผู้เคร่งครัดต่อพระธรรมวินัย ถือกิจการงานพระศาสนาเป็นใหญ่ ไม่คำนึงถึงสังขารของท่านเองว่าเป็นอย่างไร ถึงแม้ยามเมื่อท่านชราภาพมาก เดินไม่ค่อยไหว ยังอุตส่าห์นั่งรถเข็นให้พระภิกษุสามเณรช่วยเข็นลงอุโบสถเป็นประจำ เว้นไว้แต่อาพาธหนักเท่านั้น

ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2449 รักษาการเจ้าอาวาสวัดอ่างศิลา อ.เมือง จ.ชลบุรี พ.ศ.2451 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอ่างศิลา พ.ศ.2453 เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2456 เป็นเจ้าคณะแขวงอำเภอเมือง

พ.ศ.2459 ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะจังหวัดชลบุรี และเจ้าคณะแขวงอำเภอศรีราชา พ.ศ.2476 ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะแขวงอำเภอบางละมุงอีกตำบลหนึ่ง

พ.ศ.2482 ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะจังหวัดชลบุรี

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2456 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ในราชทินนามที่ พระครูสุนทรธรรมรส

พ.ศ.2495 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญในราชทินนามที่ พระวิสุทธิสมาจาร
นอก จากเป็นพระเถระที่มีความเชี่ยวชาญด้านพระธรรมวินัยและพระปริยัติธรรม ท่านยังเป็นผู้ทรงวิทยาคมแก่กล้าเชี่ยวชาญ ด้วยได้รับการถ่ายทอดวิชาจากพระอธิการยิ้มและพระอาจารย์แสง ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เก่งกล้าด้านพุทธาคม

นอกจากนี้ ท่านยังได้ศึกษาการทำเครื่องรางของขลังคือ ตะกรุด กับพระอธิการจั่น ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย กับหลวงพ่ออี๋แห่ง วัดสัตหีบ 2 พระเกจิอาจารย์เจ้าตำรับเขี้ยวเสือกับปลัดขิกอันโด่งดัง

พ.ศ.2468 วัดอ่างศิลาได้จัดสร้างเหรียญรูปเหมือนหลวงปู่ศรี เนื่องในงานสร้างโรงเรียน นับ ได้ว่าเป็นวัตถุมงคลรุ่นแรกของท่าน

กระ ทั่งพ.ศ.2500 ท่านได้สร้างวัตถุมงคลพระปิดตาครั้งแรก ประกอบด้วยพระปิดตา รุ่นลองพิมพ์ คือ สร้างเพื่อให้หลวงปู่ศรีพิจารณา แต่รูปพิมพ์ไม่ค่อยสวย หลวงปู่จึงดำริให้สร้างพิมพ์ใหม่ มีน้อยมาก เพียงไม่กี่สิบองค์เท่านั้น, พระปิดตาหลังยันต์กระบองไขว้ โดยใช้ยันต์กระบองไขว้เป็นหลัก แต่กดพิมพ์ได้ 2 วัน บล็อกชำรุด จึงสร้างบล็อกใหม่, พระปิดตาหลังอิอะ, พระปิดตาหลังเรียบ, พระปิดตาพิมพ์แม่ครัว หรือพิมพ์จิ๋วหลังเรียบ

พระปิดตารุ่น 2 เรียกว่า พิมพ์นักกล้าม พระปิดตา รุ่น 3 พิมพ์สุรพล พิมพ์นิยม

ผง ที่หลวงปู่ศรีนำมาสร้างวัตถุมงคล เก็บรวบรวมผงดินสอที่เขียนอักขระบนกระดานดำสอนบาลีไวยากรณ์แก่พระภิกษุ สามเณรในวัด นำมาผสมกับผงอักขระคุณพระที่เรียกว่า ผงพุทธคุณ หรือ ผงมหาราช อันประกอบด้วย ผงอิทธิเจ ผงปถมัง กลายเป็นผงอิทธิฤทธิ์ พร้อมทั้งได้นำเกสรดอกไม้ ใบไม้ เปลือกไม้ และเนื้อไม้ บดให้ละเอียด แล้วผสมกับผงวิเศษอิทธิฤทธิ์

เมื่อผสมผงรวมกันได้ดีแล้ว ได้ใช้น้ำยางรักผสมเข้ากับผงประสานให้ผงยึดแน่น

ขณะเดียวกันก็นำเอาใบลานหรือคัมภีร์เก่าที่เก็บสะสมไว้ เผาบดรวมกับพระปิดตาที่ท่านสร้างไว้ด้วย

ต่อมาได้สร้างพระปิดตาขึ้นอีก 2 รุ่นคือ ในปีพ.ศ.2504 และพ.ศ.2507 นับเป็นรุ่นสุดท้ายของท่าน

หลวงพ่อศรี มรณภาพเมื่อวันที่ 4 ส.ค.2510 สิริอายุ 97 ปี พรรษา 77

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ ข่าวสด ค่ะ
อ่านต่อเพิ่มเติมได้ที่
http://เว็บพระ.net/index.php

คอลัมม์ข่าวนี้ทางเว็บเราไม่มี วัตถุมงคล หรือ พระเครื่องให้เช่าบูชา ค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ความรักอัน "ยิ่งใหญ่" ที่ไม่มีวัน...เสื่อมคลาย
คือความรักของ "พ่อและแม่"
" อย่าลืม ดูแลคนที่คุณรัก....
...และรักคุณดุจดวงใจกันนะค่ะ

อ่านต่อเพิ่มเติมได้ที่ http://เว็บพระ.net/index.php


วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

หลวงพ่อโศก สุวัณโณ

หลวงพ่อโศก สุวัณโณ
อริยะโลกที่6

ในจังหวัดเพชรบุรีมีพระเกจิอาจารย์ยุคเก่าๆ อยู่หลายท่านที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว

"พระครูอโศกธรรมสาร" วัดปากคลองบางครก เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากรูปหนึ่ง โดยเฉพาะวัตถุมงคลเครื่องราง คือ พระขรรค์ แกะจากเขาควายเผือก เป็นที่เสาะแสวงหาของบรรดานักนิยมสะสมเครื่องรางของขลัง

พระครูอโศกธรรมสาร หรือที่ชาวบ้านเรียกท่านว่า หลวงพ่อโศก วัดปากคลอง (ชาวบ้านชอบเรียกว่า วัดปากคลองบางครก) ท่านเกิดเมื่อวันอังคาร ปีพ.ศ.2415 ที่บ้านแควใหญ่ ต.บางครก อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี บิดา-มารดา ชื่อ นายพันธุ์ และนางนาก พันธ์โพธิ์ทอง

เมื่อท่านอยู่ในวัยอันสมควรบิดาได้นำไปฝาก เรียนหนังสือกับพระอธิการเพิ่ม วัดสวนทุ่ง ท่านเป็นคนที่สนใจในการศึกษาเล่าเรียน จึงสามารถอ่านออกเขียนได้อย่างรวดเร็ว

หลังจากนั้นพออายุครบบวช บิดา-มารดา ได้ให้บุตรชาย อุปสมบทที่วัดปากคลอง ในปีพ.ศ.2435 โดยมีพระอธิการคล้ำ วัดปากคลอง เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการทรัพย์ วัดเขาตะเครา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการเพิ่ม วัดทุ่งสวน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า สุวัณโณ

เมื่ออุปสมบทแล้วก็ ได้อยู่ปฏิบัติพระอุปัชฌาย์พอสมควรแล้ว ท่านก็ได้เดินทางมาอยู่ที่วัดมหาธาตุ เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย บาลีไวยากรณ์ และวิปัสสนากัมมัฏฐานในสำนักพระอธิการครุฑ ซึ่งเชี่ยวชาญทางด้านวิปัสสนาธุระ ศึกษาอยู่ได้ปีเศษ พระอธิการครุฑท่านถึงแก่มรณภาพ หลวงพ่อท่านจึงได้ศึกษาต่อกับพระสุวรรณมุนี (ฉุย) วัดคงคารามฯ

ต่อมาในปีพ.ศ.2447 พระอธิการหลุบ เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ ลาออกจากตำแหน่ง ท่านจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสืบแทน แต่ก็ดำรงตำแหน่งได้เพียงปีเศษเท่านั้น วัดปากคลองก็ว่าง เจ้าอาวาสลง ชาวบ้านบางครกต่างก็มานิมนต์หลวงพ่อโศกให้ไปช่วยเป็นเจ้าอาวาส และช่วยพัฒนาวัดให้

หลวงพ่อจึงต้องกลับมาเป็น เจ้าอาวาสวัดปากคลอง

หลัง จากที่ท่านได้เป็นเจ้าอาวาสวัดปากคลองแล้ว ได้จัดระเบียบและบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่ชำรุดทรุดโทรมให้เรียบร้อย สร้างศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ ศาลาบำเพ็ญกุศล โรงเรียน พระอุโบสถ จนวัดปากคลองเจริญรุ่งเรืองมาจนทุกวันนี้

ในปีพ.ศ.2452 ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะหมวดบางครก พ.ศ.2465 เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2478 เป็นเจ้าคณะอำเภอบ้านแหลม และเป็นพระครูอโศกธรรมสาร

หลวงพ่อโศกออกบิณฑบาตทุกวันและทำวัตรเช้าเย็นมิได้ขาด ท่านมีเมตตาปรานีแก่ทุกผู้ทุกนาม จึงเป็นที่รักเคารพของชาวบ้านเป็นอย่างมาก

ด้าน วัตถุมงคล หลวงพ่อโศกจัดสร้างวัตถุมงคลไว้หลายอย่าง แต่ที่ขึ้นชื่อ อาทิ พระเครื่องรุ่นเนื้อเกสร และเนื้อชินต่างๆ ตะกรุดจันทร์เพ็ญ ตะกรุดจันทร์ตรี ตะกรุดสามเพ็ญ ผ้ายันต์ราชสีห์ ผ้ายันต์บัวคว่ำบัวหงาย ปลาตะเพียน น้ำมันมนต์ น้ำเต้ากันไฟ แต่ที่ลือชื่อมากที่สุดคือ เหรียญพระจันทร์ครึ่งซีก เนื้อโลหะทองเหลืองและเนื้อชิน กึ่งกลางเหรียญทำเป็น รูปพระจันทร์เสี้ยว เหนือพระจันทร์เป็นอุณาโลม ข้างล่างพระจันทร์เขียนคำว่า อุ และพระขรรค์เขาควายเผือก ใช้สำหรับการปราบภูตผีปิีศาจ และคุ้มกันอันตราย และปลัดขิกทำด้วยไม้คูน (การะพริก) ตายพรายลงอาคม มีอานุภาพป้องกันสรรพอันตรายร้อยแปด และปัจจุบันยังเป็นวัตถุมงคลที่ยังได้รับความศรัทธาสูง

หลวงพ่อโศกมรณภาพอย่างสงบ วันที่ 11 ก.พ. 2482 อายุ 67 พรรษา 47


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ ข่าวสด ค่ะ
อ่านต่อเพิ่มเติมได้ที่
http://เว็บพระ.net/index.php

คอลัมม์ข่าวนี้ทางเว็บเราไม่มี วัตถุมงคล หรือ พระเครื่องให้เช่าบูชา ค่ะ

วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

"พระยอดธง วัดชะเมา" พล.ต.รณชัย มัญชุสุนทรกุล

"พระยอดธง วัดชะเมา" พล.ต.รณชัย มัญชุสุนทรกุล

พระเครื่องคนดัง

"การ ทำงานต้องยึดหลักคุณธรรม ยุติธรรม และจริยธรรม" เป็นคติการบริหารงานของ "พล.ต.รณชัย มัญชุสุนทรกุล" เจ้ากรมจเรทหารบก ที่เป็นคนมีจิตใจโน้มเอียงเข้าหาพระธรรม ชื่นชอบการเข้าวัดทำบุญปฏิบัติธรรมเป็นประจำ เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่สมัยเด็กที่ได้รับการปลูกฝังจากครอบครัว

เสธ.มอญ เป็นนักเรียนเตรียมทหาร (ตท.) รุ่นที่ 16 จบโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) รุ่นที่ 27 ถือเป็นนายทหารอีกนายหนึ่ง ที่ชื่นชอบสะสมพระเครื่อง

"เมื่อก่อนผม ไม่ค่อยได้สนใจสะสม พระเครื่อง อาจเป็นเพราะที่บ้านมีห้องพระและมีพระสมัยที่คุณพ่อท่านได้รับมอบ ก่อนนำมาบูชาที่ห้องพระ กระทั่งผมได้มีโอกาสรู้จักและศึกษาพระเครื่องในช่วงที่คุณพ่อนำพระที่เก็บ ไว้ออกมานั่งดูยามว่าง ผมเห็นพระที่มีพุทธศิลป์ของไทยที่งดงาม มีพุทธคุณที่ดี จึงเริ่มเก็บสะสมพระจากการที่เพื่อนพ้องในแวดวงทหารและผู้ใหญ่ที่เคารพ นับถือมอบให้ในโอกาสต่างๆ มีทั้งพระเนื้อผง เนื้อว่าน เนื้อโลหะ เนื้อสัมฤทธิ์ หรือพระกริ่ง เป็นต้น"

สำหรับพระเครื่องที่ เสธ.มอญ แขวนติดกายมีอยู่ด้วยกันหลายองค์ แต่ที่นำมาสวมคล้องคออยู่เป็นประจำ คือ พระหลวงปู่ทวด, หลวงพ่อพุทธชินราช และพระยอดธง วัด ชะเมา ต.ท่าวัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช

เสธ.มอญบอกว่า พระยอดธง กรุวัดชะเมา หรือวัดประตูเขียน อ.เมือง นครศรีธรรมราช เป็นพระเครื่องที่มีพุทธคุณโดดเด่นรอบด้าน อาทิ คงกระพันชาตรี แคล้วคลาดปลอดภัย มหาอุด มหาอำนาจ มหานิยม เสริมบารมีและโชคลาภ กล่าวกันว่า ใครมีไว้ในครอบครอง จะประสบแต่ความสำเร็จ ดั่งเป็นเคล็ดตามตำราพิชัยสงครามเมื่อครั้งโบราณกาล ที่สร้างพระยอดธงไว้ประจำธงชัยในการออกรบ"

"ช่วงแรกที่ได้มา ผมไม่คิดอะไรมาก อาราธนาขึ้นมาแขวนคอทันที ไม่ได้ศึกษาประวัติความเป็นมา จนคิดว่าน่าจะศึกษาพระเครื่องที่ได้มา โดยสอบถามจากผู้รู้และศึกษาจากข้อมูลในอินเตอร์เน็ต"

"ผมคิดอยู่เสมอ ว่าพระทุกองค์ที่คล้องอยู่ในคอ ก่อนเดินทางออกจากบ้าน พระทุกองค์ท่านมีพุทธคุณที่ดี ก็จะอาราธนาท่านเพื่อให้คุ้มครองในการเดินทางให้แคล้วคลาด ปลอดภัย ซึ่งทำให้เรามีกำลังใจ และมั่นใจในการทำงาน"

ความเชื่อส่วนตัวของ "เสธ.มอญ" นั้นเชื่อว่า พระเครื่องทุกองค์ท่านมีพุทธคุณที่ดีมากอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมวลสารที่ผสมอยู่ในองค์พระที่เป็นสิริมงคล ประกอบกับการจัดทำพิธีพุทธาภิเษก ที่มีการ สวดบทวิชาคาถา ที่เป็นสิริมงคล ทั้งสิ้น พระที่มาร่วมพิธีนั่งปรกอธิษฐานจิต ก็เป็นพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ หรือเป็นพระสุปฏิ ปันโนอยู่แล้ว

เสธ.มอญ ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการสะสมพระเครื่อง ว่า พระเครื่องมีมาหลายร้อยปี มองว่าสิ่งนี้เป็นวิถีของคนไทยอีกแนวหนึ่ง ที่ถือ ได้ว่าอยู่คู่กับคนไทยมายาวนาน ดูได้จากคนไทยนับถือศาสนาพุทธ จะมีพระพุทธรูปอยู่บนหิ้ง หรือในห้องพระไว้บูชาทุกบ้าน เพื่อความเป็นสิริมงคลกับครอบครัว แต่พระเครื่องที่สามารถนำติดตัวไปกับเรานั้น คนไทยมีความเชื่อเรื่องพุทธคุณ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทำ แต่ความดี หากเรามีพระดีมีพุทธคุณสูง แต่คนที่มีไว้บูชา ไม่เคย เข้าวัดทำบุญ ไม่ทำความดี พระท่านก็ไม่คุ้มครอง

"การ ที่เราแขวนพระนั้นเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ คอยปกป้องคุ้มครองและเตือนสติเราให้มีสติอยู่ตลอดเวลา ก่อนออกจากบ้าน มาทำงานก็จะอาราธนาขอให้ปฏิบัติงานได้อย่างราบรื่น ปฏิบัติงาน สิ่งใดก็ให้เสร็จสิ้นตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ด้วยสติ ความรู้ ความสามารถ และที่สำคัญ ให้เรามีสติปัญญา ในการแก้ไขปัญหา และสร้างสรรค์สิ่งดีให้กับกองทัพและประเทศชาติ" เสธ.มอญกล่าวทิ้งท้าย

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ ข่าวสด ค่ะ
อ่านต่อเพิ่มเติมได้ที่
http://เว็บพระ.net/index.php

คอลัมม์ข่าวนี้ทางเว็บเราไม่มี วัตถุมงคล หรือ พระเครื่องให้เช่าบูชา ค่ะ

อยากให้ลูกๆทุกคนในโลกนี้ได้เข้าใจถึงใจของพ่อแม่ว่า

อยากให้ลูกๆทุกคนในโลกนี้ได้เข้าใจถึงใจของพ่อแม่ว่า
"หยาดเหงื่อทุกหยดของเพื่ออนาคตของลูก"


อ่านต่อเพิ่มเติมได้ที่ http://เว็บพระ.net/index.php